ห้องพิพิธภัณฑ์เฉลิมพระเกียรติจอมทัพไทย
ห้องพิพิธภัณฑ์เฉลิมพระเกียรติจอมทัพไทย

ห้องพิพิธภัณฑ์เฉลิมพระเกียรติจอมทัพไทย

จุดเด่นของการจัดแสดง

  • ภาพพร้อมคำอธิบาย ทั้งภาษาไทย และภาษาอังกฤษ
  • วีดิทัศน์พระราชกรณียกิจเกี่ยวกับการทหาร
  • ฉลองพระองค์ ที่ได้รับพระราชทานยืมมาจัดแสดง
  • รวมรวมพระราชดำรัสที่เกี่ยวกับการทหาร
  • จัดแสดงแบบจำลอง (โมเดล) โครงการพระราชดำริ ที่กองทัพรับสนอง
  • พระบรมราชโองการ
  • แบบจำลองสิ่งที่กองทัพไทยได้น้อมเกล้าสร้างถวาย
  • พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว องค์จอมทัพไทย ในวาระต่าง ๆ

ห้องพิพิธภัณฑ์เฉลิมพระเกียรติจอมทัพไทย

ในโอกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ทรงครองสิริราชสมบัติครบ ๖๐ ปี ในปี พ.ศ.๒๕๔๙ และมีพระชนมพรรษา ๘๐ พรรษา ในปี พ.ศ.๒๕๕๐ กองทัพไทย ได้ดำเนินกิจกรรมเพื่อ เป็นการเฉลิมพระเกียรติ และแสดงความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อทหารและกองทัพไทยตลอดมา โดย  ดำเนินการจัด “ห้องพิพิธภัณฑ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช องค์จอมทัพไทย” ขึ้น  ณ  อนุสรณ์สถานแห่งชาติ  ตั้งอยู่ที่อาคารประวัติศาสตร์และพิพิธภัณฑ์ทหาร ชั้น ๒ โดยนำเสนอสาระเกี่ยวกับพระราชประวัติ และพระราชกรณียกิจเกี่ยวกับการทหารและกองทัพไทย เพื่อให้ผู้เข้าชมตระหนักถึงพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อกองทัพไทยผ่านทางสื่อนำเสนอต่าง ๆ เริ่มเปิดให้เข้าชม ตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๕๒ เป็นต้นมา

ห้องพิพิธภัณฑ์เฉลิมพระเกียรติจอมทัพไทย

วัตถุประสงค์ในการจัดสร้าง ห้องพิพิธภัณฑ์เฉลิมพระเกียรติจอมทัพไทย

๑. เพื่อเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในฐานะพระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นจอมทัพไทย

๒. เพื่อร่วมเฉลิมฉลองเนื่องในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงครองสิริราชสมบัติครบ    ๖๐ ปี
และทรงมีพระชนมายุ ๘๐ พรรษา ในปี พ.ศ.๒๕๕๐

๓. เป็นแหล่งความรู้ จัดแสดง และเผยแพร่ข้อมูลพระราชประวัติ พระราชกรณียกิจ พระอัจฉริยภาพ โครงการในพระราชดำริ
ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่กองทัพรับสนองพระบรมราชโองการ

๔. สร้างจิตสำนึกให้ทหารและปวงชนชาวไทยมีความจงรักภักดี และระลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันล้นพ้นของพระบาทสมเด็จ
พระเจ้าอยู่หัว

การจัดแสดงแบ่งออกเป็น ๕ ส่วนคือ  

  • ส่วนที่ ๑ “ใต้ร่มพระบารมี พระภูมีนฤบดินทร์”   
  • ส่วนที่ ๒ “ธ พลังของแผ่นดิน สยามินทราชา”  
  • ส่วนที่ ๓ “ทวยราษฎร์และทวยหาญ ประณตกรานเหนือเกศา อัครกษัตรา พระจักราจอมทัพไทย”  
  • ส่วนที่  ๔ “กองทัพสนองบาท เฉลิมราชรักษ์ไผท”  
  • ส่วนที่  ๕ “น้อมคำพระทรงชัย ดำริไว้เพื่อแผ่นดิน”

ส่วนที่ ๑ “ใต้ร่มพระบารมี พระภูมีนฤบดินทร์”

เป็นห้องโถงมีภาพวาดพระบรมสาทิสลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวขนาดใหญ่ในฉลองพระองค์เครื่องแบบราชวัลลภ
ทั้งสองข้างพระบรมสาทิสลักษณ์ตกแต่งด้วยตราสัญลักษณ์งานฉลองสิริราชสมบัติครบ ๖๐ ปี และตราสัญลักษณ์พระราชพิธี
มหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๘๐ พรรษา บริเวณด้านซ้ายและด้านขวาของพระบรมสาทิสลักษณ์ มีภาพจิตรกรรมไทยด้านซ้าย
และด้านขวาเป็นรูปพระนารายณ์ ซึ่งแทนสัญลักษณ์ของพระมหากษัตริย์ ตามอุดมคติทางศาสนาพราหมณ์ – ฮินดู ทั้งนี้เพื่อแสดง
ความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ และแสดงถึงความจงรักภักดีต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช องค์จอมทัพไทย
ซึ่งเป็นที่รัก และเทิดทูนยิ่งของทหาร และกองทัพรวมถึงประชาชนชาวไทยทั้งมวล

ส่วนที่ ๒ “ธ พลังของแผ่นดิน สยามินทราชา”

จัดแสดงข้อมูลพระราชประวัติตั้งแต่ เสด็จพระราชสมภพ ขณะทรงพระเยาว์ ภาพพระบรมวงศานุวงศ์ พระราชประวัติทรงสำเร็จ
การศึกษา  เสด็จขึ้นครองราชย์  พระราชพิธีบรมราชาภิเษกสมรส  พระราชกรณียกิจเพื่ออาณาประชาราษฎร์รวมถึงพระอัจฉริยภาพ
ในด้านต่างๆ เช่น   ด้านการช่าง  ด้านการศึกษา ด้านงานศิลปะ  ด้านการแพทย์  ด้านงานวรรณศิลป์  ด้านการดนตรี นอกจากนี้
ยังมี พระบรมฉายาลักษณ์ในฉลองพระองค์เครื่องแบบลูกเสือ และฉลองพระองค์เครื่องแบบทหารรักษาพระองค์ กรมทหารราบที่ ๑
มหาดเล็กรักษาพระองค์ ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวนอกจากนี้ยังมีวีดิทัศน์ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ คราวที่เสด็จออกมหาสมาคม
ณ สีหบัญชร เมื่อปี พ.ศ.๒๕๔๙ ให้ชมอีกด้วย

ส่วนที่ ๓    “ทวยราษฎร์และทวยหาญ ประณตกรานเหนือเกศา อัครกษัตรา พระจักราจอมทัพไทย”     

แสดงข้อมูลในส่วนพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่พระราชทานแก่ทหารทั้งสามเหล่าทัพในฐานะที่ดำรง ตำแหน่งองค์จอมทัพไทย ภายใต้พระราชปณิธาน การปกครองประเทศด้วยทศพิธราชธรรม  จักรวรรดิวัตร ๑๒ และราชสังคหวัตถุ ๔ อันนำพาประเทศชาติสู่ความเจริญรุ่งเรือง พร้อมทั้งฉายวีดิทัศน์พิธีเสด็จออกมหาสมาคม ณ สีหบัญชรพระที่นั่งอนันตสมาคม ในโอกาสพระราชพิธีฉลองครอง สิริราชสมบัติครบ ๖๐ ปี เพื่อแสดงถึงความจงรักภักดีของพสกนิกรชาวไทยที่พร้อมใจกันถวาย แด่พระประมุข

มีการจัดแสดงสิ่งที่สำคัญ คือ

• ฉลองพระองค์เครื่องแบบทั้ง ๓ เหล่าทัพ   จัดแสดงความเป็นมาของจอมทัพไทย ฉลองพระองค์เครื่องแบบแต่ละเหล่าทัพ
ที่กองบัญชาการกองทัพไทยได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ พระราชทานยืมมาจัดแสดง พระราชกรณียกิจและ
พระมหากรุณาธิคุณที่พระราชทานแก่ทหารทั้งสามเหล่าทัพตลอดมา

กลางห้องเป็นตู้จัดแสดงแบบจำลองถาวรวัตถุ ที่กองบัญชาการกองทัพไทย กองทัพบก กองทัพเรือ และกองทัพอากาศจัดสร้าง
ขึ้นเพื่อน้อมเกล้าฯ ถวายในวาระโอกาสต่างๆ เช่น เรือพระที่นั่งนารายณ์ ทรงสุบรรณ พระราชอาสน์ พระมหาธาตุเจดีย์นภเมทนีดล
และพระมหาธาตุเจดีย์นภพลภูมิสิริ คทาจอมพลและพระคทาองค์จอมทัพไทย  พร้อมประวัติความเป็นมาของการจัดสร้าง

คทาจอมพลและพระคทาจอมทัพไทย     

“คทาจอมพล” ในอักขรานุกรมประวัติศาสตร์ไทย ได้อธิบายไว้อย่างชัดเจนว่า เป็นเครื่องประดับเกียรติยศของจอมทัพ
(ตำแหน่งสูงสุดทางทหาร ซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงดำรงตำแหน่งจอมทัพไทยตามรัฐธรรมนูญ) และเป็นเครื่องประดับเกียรติยศของ
จอมพล ซึ่งเป็นนายทหารยศสูงสุดของกองทัพ สำหรับคทาจอมพลดังกล่าว ใช้ถือเพื่อประดับเกียรติยศในพิธีสำคัญทางทหาร เช่น
พิธีตรวจพลสวนสนาม พิธีปฏิญาณตนต่อธงชัยเฉลิมพล เป็นต้น

ส่วนที่ ๔ “กองทัพสนองบาท เฉลิมราชรักษ์ไผท”

จัดแสดงวีดิทัศน์พระราชกรณียกิจด้านการทหาร ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่ห้วที่ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณต่อทหารทั้ง ๓
เหล่าทัพ และที่รับสนองพระมหากรุณาธิคุณในโครงการพัฒนาเพื่อความมั่นคงในด้านต่าง ๆ

ส่วนที่ ๕ “ น้อมคำพระทรงชัย ดำริไว้เพื่อแผ่นดิน ”    

เป็นการจัดแสดงจำลองโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริต่าง ๆ ที่กองทัพไทยรับสนองพระบรมราชโองการ ดังนี้

  • โครงการปลูกป่าถาวรเฉลิมพระเกียรติอันเนื่องมาจากพระราชดำริ
  • โครงการพัฒนาแหล่งน้ำแนวพระราชดำริกษัตริย์นักพัฒนาแหล่งน้ำ
  • โครงการปลูกหญ้าแฝกเฉลิมพระเกียรติ
  • โครงการยุทธศาสตร์การพัฒนา
  • โครงการพระบิดาแห่งฝนหลวง

พระบิดาแห่งฝนหลวง 

โครงการฝนหลวงเกิดขึ้นด้วยพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงตระหนักถึงความทุกข์ยากของราษฎร
และเกษตรกร ที่ต้องประสบปัญหาขาดแคลนน้ำในการอุปโภคบริโภคและเพาะปลูก เนื่องจากฝนแล้ง จึงทรงพระราชดำริให้
กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ศึกษาค้นคว้าวิธีทำฝนเทียม เพื่อแก้ปัญหา เริ่มตั้งแต่ พุทธศักราช ๒๔๙๙ เป็นต้นมา จนกระทั่ง
สามารถทดลองปฏิบัติการจริงในท้องฟ้าครั้งแรกเป็นผลสำเร็จใน พุทธศักราช ๒๕๑๒ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงศึกษาหา
ลู่ทางดัดแปลงสภาพอากาศให้เกิดฝน เอาพระราชหฤทัยใส่ติดตามผลและพระราชทานข้อแนะนำทางเทคนิคด้านการวิจัยพัฒนา
กรรมวิธีการทำฝนเทียมอย่างต่อเนื่อง แล้วทรงสรุปเป็น “ตำราฝนหลวง” พระราชทานเป็นหลักวิชาการและขั้นตอนต่างๆ ตาม
ลำดับ โดยปกติแล้วจะทรง “บัญชาการ” การปฏิบัติการฝนหลวงด้วยพระองค์เอง ฝนหลวงนี้มิได้แต่ช่วยแก้ปัญหาด้านฝนแล้ง
เท่านั้น แต่ยังช่วยในการดับไฟป่าอีกด้วยเริ่มตั้งแต่พุทธศักราช ๒๕๑๕ เป็นต้นมา กองทัพอากาศได้จัดเครื่องบินพร้อมเจ้าหน้าที่สนับสนุนการปฏิบัติการตามที่กระทรวง
เกษตรและสหกรณ์ ร้องขอมาโดยตลอด ต่อมาใน พุทธศักราช ๒๕๓๙ ได้จัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงกองทัพอากาศ เพื่อวาง
แผนอำนวยการ ควบคุมกำกับ และประสานการปฏิบัติร่วมกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นอกเหนือจากการสนับสนุนด้านการบิน
โปรยสารเคมีแล้ว ตั้งแต่ พุทธศักราช ๒๕๔๐ กองทัพอากาศยังได้รับมอบให้ดำเนินการผลิตกระสุน เคมีซิลเวอร์ไอโอไดด์
สำหรับปฏิบัติการทำ ฝนหลวงในเมฆเย็นจัด ซึ่งประสบผลสำเร็จอย่างดียิ่ง ลดค่าใช้จ่ายของทางราชการ ไม่ต้องสั่งซื้อจาก
ต่างประเทศในราคาที่แพงกว่ามาก ทั้งยังสามารถผลิตจรวดยิงสารเคมีที่ยิงได้ในระดับสูง ๑-๑.๕ กิโลเมตรได้

โครงการพัฒนาแหล่งน้ำแนวพระราชดำริกษัตริย์นักพัฒนาแหล่งน้ำ     

“…หลักสำคัญว่าต้องมีน้ำบริโภค น้ำใช้ น้ำเพื่อการเพาะปลูก เพราะว่าชีวิตอยู่ที่นั่น ถ้ามีน้ำคนอยู่ได้ ถ้าไม่มีน้ำ คนอยู่ไม่ได้
ไม่มีไฟฟ้าคนอยู่ได้ แต่ถ้ามีไฟฟ้า ไม่มีน้ำคนอยู่ไม่ได้…” พระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว “น้ำ คือ ชีวิต”

กองทัพไทยได้รับสนองพระราชดำริปฏิบัติการช่วยเหลือประชาชนในภูมิภาคต่างๆ ตามโครงการพัฒนาแหล่งน้ำ นับตั้งแต่การ
จัดสร้างอ่างเก็บน้ำ สำหรับใช้ประโยชน์ด้านการเกษตรและอุปโภคบริโภค สร้างฝายชะลอความชุ่มชื้น อนุรักษ์ต้นน้ำลำธาร และ
พัฒนาป่า การขุดลอกคูคลอง เพื่อแก้ไขปัญหาน้ำท่วมกรุงเทพมหานครและปริมณฑลตามโครงการแก้มลิง ดำเนินงานโครงการ
พัฒนาลุ่มน้ำปากพนัง แก้ไขปัญหาพื้นที่น้ำท่วมขังในป่าพรุทางภาคใต้รวมไปถึงการบำบัดน้ำเสียโดยจัดสร้าง  กังหันน้ำชัย
พัฒนา
 เครื่องกลเติมอากาศที่ผิวน้ำหมุนช้าแบบทุ่นลอย นำไปติดตั้งตามแหล่งน้ำเน่าเสียต่างๆ

นอกจากนี้ยังมีฉลองพระองค์เครื่องแบบฝึก และฉลองพระองค์กันฝน พร้อมพระมาลา  ฉลองพระบาทครบชุดที่ทรงใช้ระหว่าง
บำเพ็ญพระราชกรณียกิจแต่ละวาระ ซึ่งได้พระกรุณาโปรดเกล้า ฯ พระราชทานให้ กองบัญชาการกองทัพไทยยืมจัดแสดง ถือว่าเป็น
วัตถุพิพิธภัณฑ์ที่ล้ำค่าที่สุด เป็นสิริมงคลแก่กองทัพไทย และผู้เข้าชม  รวมถึงมีโต๊ะที่พระองค์ทรงลงพระปรมาภิไธย ในวันที่ ๒
กรกฎาคม ๒๕๓๗ เวลา ๑๖๓๗  คราวที่เสด็จพระราชดำเนินมาทรงเปิดอนุสรณ์สถานแห่งชาติได้ชมอีกด้วย

สุดท้ายนี้ หากท่านใดสนใจที่จะหาความรู้เพิ่มเติม
สามารถมาชมได้ที่ https://thainationalmemorial.org/

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *