ขณะนี้ท่านอยู่ที่หน้า : อนุสรณ์สถานแห่งชาติ / อาคารประวัติศาสตร์ และพิพิธภัณฑ์ทหาร / ชั้น 1 พิพิธภัณฑ์ทหารไทย    (กลับหน้าหลัก)

สงครามโลกครั้งที่ ๑

สาเหตุของสงคราม

ชนวนของสงครามโลกครั้งที่ ๑ ได้คุกรุ่นมาตั้งแต่ปี พุทธศักราช ๒๔๑๓
เมื่อเยอรมนีและฝรั่งเศส ได้ประกาศเป็นศัตรูกัน เนื่องมาจากผลของสงครามฟรังโก – ปรัสเซีย ทำให้ทั้งสองประเทศแสวงหาพันธมิตร เพื่อป้องกันตัวเกิดการแบ่งเป็นสองกลุ่ม ซึ่งจะขัดแย้งกันในเรื่องผลประโยชน์และกรณีพิพาท เกี่ยวกับอาณานิคม

จนกระทั่งปีพุทธศักราช ๒๔๕๗ ชนวนแห่งสงครามโลกก็ได้ระเบิดขึ้น เนื่องจากมกุฎราชกุมารฟรานซิส เฟอร์ดินัน แห่งออสเตรียถูกลอบปลงพระชนม์ ขณะเสด็จประพาสเมืองซาราเจโว แคว้นบอสเนีย ด้วยฝีมือของปรินซิบ ชาวสลาฟ สัญชาติเซอร์เบีย

เมื่อเซอร์เบียปฏิเสธไม่ส่งคนร้ายให้ออสเตรียพิจารณาโทษตามที่ออสเตรียเรียกร้อง ทำให้ออสเตรียประกาศสงครามกับเซอร์เบีย ในวันที่ ๒๘ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๔๕๗ รัสเซียในฐานะผู้พิทักษ์ชนเผ่าสลาฟได้ยื่นมือเข้าช่วยเซอร์เบีย จึงเป็นเหตุให้เยอรมันประกาศสงครามกับรัสเซีย เพราะถือว่าออสเตรียเป็นประเทศในเครือพันธมิตรของตน

จะเห็นได้ว่า การขัดแย้งระหว่างประเทศต่อประเทศ ก็ก่อให้เกิดการลุกลามเข้าช่วยกัน เนื่องจากถือว่าเป็นพันธมิตรกัน เป็นภาคีในสนธิสัญญาก่อให้เกิดการขยายเป็นสงครามโลก โดยมีประเทศที่สำคัญ เข้าร่วมเป็นฝ่ายสัมพันธมิตร คือ รัสเซีย, ฝรั่งเศส, อังกฤษ, ญี่ปุ่น, อิตาลี และสหรัฐอเมริกา ฯลฯ ส่วนเยอรมันมีพันธมิตรที่เข้าร่วม คือ เยอรมัน,ออสเตรีย –ฮังการี, ตุรกี และบูลกาเรีย

ประเทศไทยกับการประกาศสงคราม

สำหรับประเทศไทยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระปรีชาสามารถพิจารณา
เหตุการณ์ อย่างละเอียดรอบคอบ ทรงนำประเทศเข้าร่วมสงคราม ในวันที่ ๒๒ กรกฎาคม พุทธศักราช
๒๔๖๐ โดยประกาศเข้าร่วมกับฝ่ายสัมพันธมิตร อันมี ฝรั่งเศส อังกฤษ และอเมริกา เป็นการแสดงให้
้เห็นว่าไทยไม่เข้าข้างฝ่ายผิดถึงแม้ว่าฝรั่งเศสกับอังกฤษจะเคยเอาเปรียบไทยในการบีบบังคับให้ไทยยก
ดินแดนให้ในอดีต เรื่องนี้ย่อมเกิดจากพระปรีชาสามารถ แสดงให้เห็นความชาญฉลาดรอบคอบขององค์
พระประมุข ที่ทรงตัดสินพระทัยคาดการณ์ล่วงหน้าได้ถูกต้อง ในการเข้าร่วมกับฝ่ายสัมพันธมิตรรบกับ
เยอรมัน

เมื่อวันที่ ๒๒ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๔๖๐ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรง
ประกาศสงครามกับประเทศเยอรมัน และออสเตรีย – ฮังการี ณ พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท การประกาศ
สงครามในครั้งนี้ เพื่อรักษาความศักดิ์สิทธิ์แห่งสัญญานานาประเทศ ซึ่งทำไว้โดยไม่ต้องการที่จะกระทำ
ศึกต่อทางการค้าขาย หรือต่อมนุษยชาติ หรือต่อความสงบเรียบร้อยของโลกโดยทั่วไป

 

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเครื่องมหาพิชัยยุทธ อันเป็นเครื่องทรงตามแบบโบราณประเพณีสำหรับพระมหากษัตริย์ ทรงเมื่อยามออกสงคราม คือ ทรงด้วยสีแดงทั้งพระองค์ ถูกต้องตามตำรามหาพิชัยยุทธว่า “วันอาทิตย์สิทธิโชคโฉลกดี ภูษาสีแดง ทรงเป็นมงคล”

เครื่องทรงมหาพิชัยยุทธประกอบด้วย พระภูษาไหม โจงกระเบนแบบไทยสีแดงเลือดนก ทรงสวมพระองค์นักรบไทยโบราณ ไม่มีแขนสีแดง รังดุม ๕ เม็ด มีอักขระเลขยันต์เต็มทั่วทั้งพระองค์ไว้ชั้นใน (นัยว่าฉลองพระองค์ที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช เคยทรงสวมออกศึกสงครามมาแล้ว) และทรงสวมฉลองพระองค์แพรแดงไว้ชั้นนอก เป็นแบบฝ่าอกครึ่ง กลัดกระดุมโลหะ ๕ เม็ด คอตั้งมีจีบรอบไหล่เล็กน้อย แขนยาวพับปลายข้อมือ ชายฉลองพระองค์ยาวคลุมลงมาเหนือพระชงฆ์เล็กน้อย ทรงคาดพระภูมิษาสมรดพื้นแดงคลุมด้วยสมรดตาดไหมทองแล่งผูกห้อยชายไว้ข้าง
ซ้าย ถุงพระบาทและฉลองพระบาทสีแดง พระสังวาลนพรัตน์ราชวราภรณ์ ประดับด้วยนพรัตน์มีเพชร ทับทิม มรกต บุษราคัม โกเมน นิล มุกดา เพทาย ไพฑูรย์

ส่วนประกอบพิธี

ทรงทัดดอกลำเจียกสีแดงที่พระกรรณเบื้องขวา หมายถึงชัยชนะ ทรงทัดใบมะตูม ๓ ใบ ที่พระกรรณเบื้องซ้าย หมายถึง ตรีมูรติ เทพเจ้าผู้ยิ่งใหญ่แห่งโลก ๓ องค์ คือ พระศิวะ พระวิษณุ และพระพรหม (อะ อุ มะโอม) หรืออีกนัยหนึ่ง หมายถึง ตรีศูลเป็นอาวุธอันทรงพลานุภาพของพระอิศวรเป็นที่หวั่นเกรง แก่ ทวยเทพ และอสูรทั้งปวง

พระหัตถ์ขวาทรงถือช่อชัยพฤกษ์ อันหมาย ถึงชัยชนะ

พระหัตถ์ซ้ายทรงถือพระแสงดาบ อันเป็นพระแสงดาบที่ทรงกฤดานุภาพอันยิ่งใหญ่ หมายถึง อำนาจ

ทรงพระทับเหยียบใบฝรั่ง เป็นการตัดไม้ข่มนาม (ทหารอาสาไปราชการสงครามในทวีปยุโรปไปรบกับฝรั่ง)

ในวันประกาศสงครามนี้ กระทรวงกลาโหม ได้มีคำสั่งให้ทหารรักษาวินัยให้ถูกต้องตามข้อสัญญา ระหว่างประเทศอย่างเคร่งครัด คือ ไม่ทำร้าย หรือหมิ่นประมาท หรือการขัดต่อชาวต่างชาติ
ถึงแม้จะเป็นชาติของศัตรูก็ตาม ซึ่งทหารไทยก็สามารถปฏิบัติตามได้เป็นอย่างดี

ผู้บังคับบัญชาในสงครามโลกครั้งที่ ๑

เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนารถ

จอมพล สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนารถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานารถ เสนาธิการทหารบก ทรงอำนวยการ และบังคับบัญชากองทหาร

พลตรีพระยาพิชัยชาญฤทธิ์

พลตรี พระยาพิชัยชาญฤทธิ์(ผาด เทพหัสดิน ณ กรุงเทพ)หัวหน้าคณะทูตทหารไทย ผู้เปรียบเสมือนพระหัตถ์ขวาของ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ในสงครามโลกครั้งที่ ๑

พระยาเฉลิมอากาศ

พลอากาศโท พระยาเฉลิมอากาศ (สุณี สุวรรณประทีป) ผู้บังคับบัญชากองทหารอาสา


กองทหารที่ส่งไปร่วมรบ

กองทหารที่ส่งไปร่วมรบในครั้งนี้ แบ่งเป็น ๒ กอง และ ๑ หมวดพยาบาล คือ

๑. กองบินทหารบก (ปัจจุบัน คือกองทัพอากาศ )มี พ.ต.หลวงทยานพิฆาต (ทิพย์ เกตุทัต) เป็นผู้บังคับบัญชา

หลวงทยานพิฆาต

๒. กองทหารบกรถยนต์ (ปัจจุบัน คือกรมการขนส่งทหารบก) มี ร.อ.หลวงรามฤทธิรงค์ (ต๋อย หัสดิเสวี)เป็นผู้บังคับบัญชา
หลวงรามฤทธิรงค์

๓. หมวดพยาบาล มี ร.ต.ชุ่ม จิตต์เมตตา เป็นผู้บังคับหมวด กองทหารดังกล่าว อยู่ในบังคับบัญชาของ พ.อ.พระเฉลิมอากาศ (สุณี สุวรรณประทีป) ซึ่งดำรงตำแหน่งผู้บังคับกองทหารในสงครามครั้งนี้


กองบินทหารบก

ได้มีการฝึกอบรมในระหว่างที่ยังอยู่กรุงเทพ ฯ โดยแบ่งทหารเป็นกองย่อย ๓ กอง คือ
- กองบินใหญ่ที่ ๑ (กองบินขับไล่) มี ร.อ.ปลื้ม สุคนธสาร เป็นผู้บังคับกอง
- กองบินใหญ่ที่ ๒ (กองบินลาดตระเวน) มี ร.ท.เหม ยศธร เป็นผู้บังคับกอง
- กองบินใหญ่ที่ ๓ (กองบินทิ้งระเบิด) มี พ.ต.หลวงทยานพิฆาต เป็นผู้บังคับกอง

ในกองบินใหญ่แต่ละกอง มีผู้บังคับบัญชา และพลทหาร นักบิน ช่างเครื่องยนต์ แพทย์ และพลพยาบาลประจำ ประมาณ ๑๓๕ คน รวมทั้ง ๓ กองบินใหญ่ มีพลประมาณ ๕๐๐ คนเศษ สำหรับกองทหารบกรถยนต์ มีกำลังพลทั้งหมดประมาณ
๕๐๐ คนเศษ

สำหรับกองทหารบกรถยนต์ มีกำลังพลทั้งหมดประมาณ ๘๕๐ คน แบ่งเป็นกลุ่มย่อย ๆ ๘ กอง แต่ละกองมี นายทหาร นายสิบ และพลทหาร ประมาณ ๑๐๐ คน ดังนี้
- กองร้อยที่ ๑ มี ร.ท.หม่อมเจ้า นิตยากร วรวรรณ เป็นผู้บังคับกอง
- กองร้อยที่ ๒ มี ร.ท.เอิบ รักประเทศ เป็นผู้บังคับกอง
- กองร้อยที่ ๓ มี ร.ท.ม.ล.ดวง สุทัศน์ เป็นผู้บังคับกอง
- กองร้อยที่ ๔ มี ร.ท.ศรี ศุขะวาที เป็นผู้บังคับกอง
- กองร้อยที่ ๕ มี ร.ท.แม้น เหมะจุฑา เป็นผู้บังคับกอง
- กองร้อยที่ ๖ มี ร.ต.พล เสนีย์วงศ์ ณ อยุธยา เป็นผู้บังคับกอง
- กองร้อยที่ ๗ มี ร.ท.มุ่ย มังคลานนท์ เป็นผู้บังคับกอง
- กองร้อยที่ ๘ มี ร.ต.ชุ่ม จิตต์เมตตา เป็นผู้บังคับกอง

เมื่อได้รับการฝึกหัดในประเทศไทยเป็นเวลาพอสมควรแล้ว ในวันที่ ๑๙ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๔๖๑ กองทหารได้ออกเดินทางจากกรุงเทพ ฯ โดยเรือศรีสมุทรลำเลียงทหารอาสาไปส่งขึ้นเรือเอ็มไพร์ท เกาะสีชัง เดินทางออกจากประเทศไทย เมื่อวันที่ ๒๐ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๔๖๑ ใช้เวลาเดินทาง ๔๑ วัน จากนั้น กองทหารอาสาได้แยกย้ายกันไปรับการฝึกหัดเพิ่มเติม

เรือเอ็มไพร์ท

 

กองบินทหารบก เข้าที่ตั้งที่เมืองอีสตร์ส (ISTRES) ทำการฝึกภาคพื้นดินสำเร็จการฝึก เมื่อวันที่ ๑ กันยายน พุทธศักราช ๒๔๖๑ ได้เดินทางไปฝึกการบินที่เมืองโป (PAU)ต่อ และฝึกทิ้งระเบิดที่ทะเลใกล้เมืองซังต์ราฟาเอล (ST.RAPHA - L)

นักบินไทยฝึกหัดทิ้งลูกระเบิด

ในการฝึกของกองบินทหารบกครั้งนี้ สิบโท โทน บินดี ทหารอาสาของไทยได้สร้างเกียรติยศชื่อเสียงแก่ทหารไทย ต่างชาติยกย่องมาก สิบโท โทน ฯ สำเร็จการบินผาดแผลงคนแรก ในศิษย์การบินหลายชาติ ในสงครามโลกครั้งที่ ๑ ต่อมา ได้รับพระราชทานยศและบรรดาศักดิ์เป็นร้อยเอกหลวง สันทัดยนตกรรม เป็นผู้เชี่ยวชาญในหลาย ๆ ด้าน เป็นผู้ควบคุมการสร้างสนามบิน กองบินน้อยที่ ๕ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และสนามบินโคกกระเทียม จังหวัดลพบุรี และเป็นครูฝึกสอนการบินขับไล่ แก่ หลวงเทวฤทธิ์พันลึก

หลวงสันทัดยนตกรรม สิบโท โทน บินดี

กองทหารบกรถยนต์

กองทหารบกรถยนต์ เมื่อเดินทางถึงฝรั่งเศส ได้เข้าที่ตั้งขั้นต้นทำการฝึกเพิ่มเติมที่เมืองลีออง (LYON) และเมืองดรูดอง (DOURDAN) รับสิ่งอุปกรณ์ครั้งสุดท้ายที่เมืองตรัวยส์ (TROYES) และเคลื่อนที่เข้าสู่ยุทธบริเวณ เมื่อวันที่ ๑๔ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๔๖๑

การเคลื่อนกำลังในประเทศฝรั่งเศส

วันที่ ๓ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๔๖๑ กองทหารบกรถยนต์ได้เคลื่อนที่เข้าที่ตั้งเมืองแวเดิง (VERDUN) เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจแก่ทหารอาสา พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงกระทำพิธีปฐมกรรม เมื่อวันที่ ๒ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๔๖๑ ในพิธีกรรมพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จขึ้นประทับบนเกย ณ ชาลาพระที่นั่งจันทรทิพโยภาส ทรงเครื่องสรงสนานสีขาว พราหมณ์กระทำพิธีนำน้ำสังข์สัมฤทธิ์ และน้ำพระเต้าปทุม นิมิตร ชำระพระบาท ล้างมลทินสรงไม้ข่มนาม (ไม้ฝรั่ง) ให้ตกถึงพสุธา ตามแบบทางไสยศาสตร์
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯ ทรงกระทำพิธีปฐมกรรม

วันที่ ๑๕ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๔๖๑ กองทหารบกรถยนต์ได้เคลื่อนที่เดินหน้าเข้าที่ตั้งที่เมืองนอยสตัดต์ (NEUSTADR) ณ เมืองนอยสตัดต์ กองทหารบกรถยนต์ได้รับธงชัยเฉลิมพล ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชทานแก่กองทหารอาสา ได้กระทำพิธีรับธงชัยเฉลิมพล ที่สถานีรถไฟนอยสตัดส์


การปฏิบัติการรบ

ทหารไทยได้ไปปฏิบัติการรบสนับสนุนกองทัพบกฝรั่งเศส และ ได้รบเคียงบ่าเคียงไหล่กับทหารชาติสัมพันธมิตรอย่างกล้าหาญองอาจ เข้าสู่ยุทธบริเวณในย่านกระสุนตก ท่ามกลางหิมะหนาวเหน็บ นอกจากนั้นกองทหารบกรถยนต์ ยังได้ลำเลียงทหารสัมพันธมิตรข้ามแม่น้ำไรน์
(RHINE) ที่เมืองไมน์ส (MAINZ) เข้ายึดดินแดนเยอรมัน ทางฝั่งซ้ายแม่น้ำไรน์ได้สำเร็จ

ทหารไทยในสนามเพลาะที่เมืองแรงส์


สงครามยุติ

สงครามโลกครั้งที่ ๑ ยุติลง เมื่อเยอรมันนียอมลงนามในสัญญายุติการสู้รบบนรถไฟที่
ีป่ากองเปียญน์ (COMPIOGEN) ในวันที่ ๑๑ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๔๖๑ หลังจากนั้น ได้มีการลงนามในสนธิสัญญาแวร์ซายส์ (VERSAILIES) เมื่อวันที่ ๒๘ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๔๖๒ ทำให้เกิดองค์การสันนิบาตชาติ และศาลโลกขึ้น

รัฐบาลฝรั่งเศส ได้มอบตรา “ครัวซ์เดอแกร์”(Croix de huerre) ประดับธงชัยเฉลิมพลของกองทหารบกรถยนต์ และนายทหารในกองทหารบกรถยนต์ เพื่อเป็นเกียรติยศการฉลองชัยชนะ และกองทหารฝ่ายสัมพันธมิตรได้เดินสวนสนามฉลองชัยชนะ ณ เมืองต่าง ๆ ในทวีปยุโรป ซึ่งกองทหารอาสาของไทยได้รับเกียรติอันสูงสุดนี้ด้วย

ทหารหน้าพระราชวังแวร์ซายส์

วันที่ ๑๔ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๔๖๒ ร่วมสวนสนามฉลองชัยชนะผ่านประตูชัยที่ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ร้อยเอก หลวงรามฤทธิรงค์ (ต๋อย หัสดิเสวี) ต่อมาเป็น พันโท พระอาสาสงคราม ผู้บังคับกอง ทหารรถยนต์ เดินนำแถวทหารที่อัญเชิญธงชัยเฉลิมพล

สวนสนามฉลองชัยชนะผ่านประตูชัย

วันที่ ๑๙ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๔๒๖ ร่วมสวนสนามฉลองชัยชนะที่ กรุงบรัสเซลย์ ประเทศเบลเยี่ยม

สวนสนามฉลองชัยชนะที่ กรุงบรัสเซลย์

วันที่ ๒๒ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๔๖๒ ร่วมสวนสนามฉลองชัยชนะที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ

สวนสนามฉลองชัยชนะที่กรุงลอนดอน


กลับจากราชการสงคราม
เมื่อสงครามโลกครั้งที่ ๑ ยุติ ทหารอาสาได้ทยอยเดินทางกลับสู่ประเทศไทย ทหารอาสาชุดสุดท้ายได้เดินทางถึงกรุงเทพฯ เมื่อวันที่ ๒๑ กันยายน พุทธศักราช ๒๔๖๒ เวลา ๑๕.๔๕ น.

ร.๖ พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์

วันที่ ๒๑ กันยายน พุทธศักราช ๒๔๖๒ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ อันมีศักดิ์รามาธิบดี ประดับธงชัยเฉลิมพลให้เป็นเกียรติแก่กองทหารอาสา ในวันที่เดินทางกลับถึงกรุงเทพฯ เมื่อหมดหน้าที่นายสิบ พลทหาร ได้รับการปลดปล่อยเป็นกองหนุน ในวันที่ ๒๖ กันยายน พุทธศักราช ๒๔๖๒ ส่วนนายทหารสัญญาบัตรประจำการ ได้รับอนุญาตให้ลาพัก ๑๕ วัน เมื่อครบกำหนดก็เข้าประจำ
กรมกองเพื่อปฎิบัติ หน้าที่ตามปกติ


ธงชัยเฉลิมพลสงครามโลกครั้งที่ ๑

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้สร้างขึ้นสำหรับพระราชทานแก่กองทหารไทย ซึ่งไปร่วมรบช่วยฝ่ายสัมพันธมิตรในทวีปยุโรประหว่างสงครามโลกครั้งที่ ๑ เป็นธงที่สร้างขึ้นใช้ชั่วคราวในเหตุการณ์

ธงชัยเฉลิมพลด้านหน้าและด้านหลัง

ลักษณะธงเป็นธงสี่เหลี่ยม พื้นธงมีลักษณะสีเหมือนธงไตรรงค์ กลางธงด้านหน้าเป็นอักษรพระปรมาภิไธยย่อ รร. และ เลข ๖ ภายใต้พระมหามงกุฎและรัศมี รูปทั้งหมดอยู่ภายในวงสีแดง ที่แถบสีแดงตอนบนจารึกคาถาว่า “พาหุง สหสสมภินิมมิตสาวุธนัตํ ครีเมขลํ อุทิตโฆ รสเสนมารํ”แถบสีแดง ตอนล่างจารึกคาถาว่า “ทานาทิธมมวิธีนา ชิตวา มุนินโท ตนเตชสา ภวตุเต ชยสิทธินิจจํ” คาถาที่จารึกนี้ เรียกว่า “คาถาพุทธชัยมงคล ๘” หรือที่เรียกกันเป็นสามัญว่า “พาหุง” ใช้คาถานี้เพราะพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเปรียบเทียบว่า ฝ่ายตรงข้ามเหมือนมารหรืออธรรมที่มุ่งมาโจมตีฝ่ายธรรม แต่ในที่สุดก็ต้องพ่ายแพ้ไป ดุจที่พระพุทธเจ้าทรงมีชัยชนะแก่พระยามาร ฉะนั้น
อีกประการหนึ่ง คาถาบทนี้มักใช้สวดในพิธีต่าง ๆ เป็นการอวยชัยให้พร การจารึกคาถาบนผืนธงจึงเท่ากับการอวยพร และเป็นนิมิตแห่งชัยชนะ และสวัสดิภาพของเหล่าทหารไทย


อนุสาวรีย์ทหารอาสา (ภาพซ้าย) สุสานที่เผาศพทหารไทยการเชิญอัฐิทหารอาสา (ภาพกลาง) และ สุสานที่เผาศพทหารไทยการเชิญอัฐิทหารอาสา (ภาพขวา)

ในการไปราชการสงครามในทวีปยุโรป ทหารอาสาเสียชีวิต ๑๙ นาย ได้ฝังไว้ ณ ตำบล ดายูเบ คูรท์ (Jube Court) ในยุทธบริเวณประเทศฝรั่งเศส และได้ทำการฌาปนกิจที่สุสาน ประเทศเยอรมันนี เมื่อสงครามสงบแล้วได้อัญเชิญอัฐิทหารอาสาทั้ง ๑๙ นาย มาบรรจุ ณ อนุสาวรีย์ทหารอาสา ที่บริเวณทิศเหนือของท้องสนามหลวง

รายนามผู้เสียชีวิตในสงครามโลกครั้งที่ ๑

๑. น.ต.เยื้อน สังข์อยุทธ
๒. ร.ต.สงวน ทันด่วน
๓. จ.ส.อ.ม.ล.อุ่น อิศรเสนา ณ กรุงเทพ
๔. จ.ส.อ.เจริญ พิรอด
๕. ส.อ.ปุ้ย ขวัญยืน
๖. ส.ต.นิ่ม ชาครรัตน์
๗. ส.ต.ชื่น นภากาศ
๘. พลฯ ตุ๊ -
๙. พลฯ ซั้ว อ่อนเอื้อวงษ์
๑๐. พลฯ พรม แตงแต่งวรรณ
๑๑. พลฯ ศุข พ่วงเพิ่มพันธุ์
๑๒. พลฯ เนื่อง พิณวานิช
๑๓. พลฯ นาค พุยมีผล
๑๔. พลฯ บุญ ไพรวรรณ
๑๕. พลฯ โป๊ะ ชุกซ่อนภัย
๑๖. พลฯ เชื่อม เปรมปรุงใจ
๑๗. พลฯ ศิลา นอมภูเขียว
๑๘. พลฯ ผ่อง อมาตยกุล
๑๙. พลฯ เปลี่ยน นุ่มปรีชา


ผลที่ไทยได้รับจากสงครามโลกครั้งที่ ๑


พระปรีชาญาณในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ตลอดจนความกล้าหาญ และความเสียสละของทหารอาสาทุกคน ทำให้ประเทศไทยได้รับผลประโยชน์ในการเข้าร่วมสงคราม ดังนี้

๑. เผยแพร่ชื่อเสียงและเกียรติคุณของประเทศ
๒. ได้รับเกียรติเข้าร่วมทำสนธิสัญญาสันติภาพแวร์ซายส์
๓. มีโอกาสแก้ไขสนธิสัญญาที่ไม่เป็นธรรมกับประเทศต่าง ๆ ในยุโรป และอเมริกา
๔. ได้รับเชิญเป็นสมาชิกเริ่มแรกขององค์การสันนิบาตชาติ เป็นการยกฐานะของประเทศไทยให้ทัดเทียมกับนานาอารยประเทศ
๕. กองทหารบกรถยนต์และกองบินทหารบก ได้นำความรู้จากการฝึกและปฏิบัติทางยุทธวิธีมาใช้ปรับปรุงกองทัพในระยะต่อมา
๖. ได้ใช้เรือสินค้าที่ยึดได้ในประเทศไทย มาจัดตั้งกองเรือพานิชย์นาวี และพัฒนาเป็นบริษัทไทยเดินเรือทะเล จำกัด
๗. มีการเปลี่ยนเครื่องแบบจากเดิม ซึ่งเป็นเครื่องแบบ ๒ สี ของเยอรมันนีมาเป็นสีกากีแกมเขียวแบบฝรั่งเศส
๘. มีการเปลี่ยนหลักนิยม ตลอดจนตำรายุทธวิธีทางการทหารแบบเยอรมันนี เป็นแบบฝรั่งเศส


   
กองกองประวัติศาสตร์และพิพิธภัณฑ์ทหาร กองบัญชาการสถาบันวิชาการป้องกันประเทศ (กปพ.บก.สปท.)
9 หมู่ 16 ต.คูคต อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี 12130 โทร./โทรสาร 0 2533 8467 หรือ โทร. 0 2532 1021