ขณะนี้ท่านอยู่ที่หน้า : อนุสรณ์สถานแห่งชาติ / อาคารประกอบพิธี / ข้อมูลอาคารประกอบพิธี / ดินสมรภูมิ ๑๐ แห่ง   (กลับหน้าหลัก)
  ดินสมรภูมิ ๑๐ แห่ง
 

ดินสมรภูมิ

    ดินสมรภูมิ คือ การอัญเชิญดินซึ่งเคยเป็นสมรภูมิรบครั้งสำคัญ ที่วีรบุรุษบรรพชนของไทยได้สละชีวิต หลั่งเลือดชโลม
ผืนแผ่นดิน เพื่อปกป้องอิสรภาพ อธิปไตย โดยใช้หลักการขุดค้นทางโบราณคดีถึงชั้นดิน ที่เน้นสมรภูมิจริง นักธรณีวิทยาพิสูจน์
หลักฐานในชั้นดิน เพื่อให้ถูกต้องตามข้อมูลประวัติศาสตร์การรบของบรรพชนไทย  ดินสมรภูมิ ๑๐ แห่ง
    ประเทศไทยอยู่เป็นเอกราชแต่โบราณ เพราะบรรพบุรุษของไทยผู้มีดวงวิญญาณอันหาญกล้า เสียสละ เลือดเนื้อและชีวิต
รักษาแผ่นดินนี้สืบต่อมาทุกสมัยตั้งแต่สุโขทัยถึงรัตนโกสินทร์   จังหวัดต่าง ๆ จึงล้วนแต่เป็น “สมรภูมิ” ในอดีตมาเกือบทั้งสิ้น
เพราะเคยเป็นฐานที่มั่นและสนามรบของบรรพบุรุษไทยกับอริราชศัตรูผู้รุกราน โดยมีพระมหากษัตริย์เป็นผู้นำ ทั้งทรงบัญชาการรบ
และทรงออกรบด้วยพระองค์เอง สมรภูมิเหล่านั้นยังคงเหลือไว้ซึ่งร่องรอยทางประวัติศาสตร์ ด้วยความระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ
และพระคุณแห่งดวงพระวิญญาณของวีรกษัตริย์ ดวงวิญญาณของวีรบุรุษและวีรสตรีไทยผู้กล้าหาญและเสียสละเหล่านี้ จึงได้
กระทำพิธีขุด และอัญเชิญดินสมรภูมิ ซึ่งเคยเป็นสมรภูมิครั้งสำคัญที่วีรบุรุษบรรพชนของไทย ได้สละชีวิตหลั่งเลือดชโลม
ผืนแผ่นดิน เพื่อปกป้องอธิปไตย โดยใช้หลักการขุดค้นทางโบราณคดีถึงชั้นดินที่เน้นสมรภูมิจริง นักธรณีวิทยาพิสูจน์หลักฐาน
ในชั้นดิน เพื่อให้ถูกต้องตามข้อมูลทางประวัติศาสตร์การรบของบรรพชนไทย ได้อัญเชิญดินสมรภูมิ  ๑๐ แห่ง มาประดิษฐานไว้ที่
อนุสรณ์สถานแห่งชาติ
อัญเชิญดินสมรภูมิเข้าร่วมในพิธีวางศิลาฤกษ์ อนุสรณ์สถานแห่งชาติ เมื่อวันพุธที่ ๒๐ กรกฎาคม ๒๕๒๖
เนื่องจากอนุสรณ์สถานแห่งชาติ อยู่ระหว่างดำเนินการก่อสร้าง พล.อ.สายหยุด  เกิดผล 
จึงมีดำริให้อัญเชิญดินสมรภูมิไปประดิษฐานไว้ชั่วคราว ณ อุโบสถ วัดชนะสงครามราชวรวิหาร กรุงเทพมหานคร
(เป็นมงคลนาม) เมื่อวันพุธที่ ๒๐ กรกฎาคม ๒๕๒๖
เมื่อก่อสร้างอาคารเสร็จแล้ว วันพฤหัสบดีที่ ๗ เมษายน ๒๕๓๗ จึงได้อัญเชิญดินสมรภูมิมาประดิษฐานไว้ใต้ฐาน
ดวงโคมนิรันดร์ประภา  หน้าอาคารประกอบพิธี  ณ อนุสรณ์สถานแห่งชาติ
ดินสมรภูมิ ถือเป็นสื่อกลางแทนผู้กล้าหาญที่ไม่ทราบนาม ตั้งแต่สมัยสุโขทัย จนถึงก่อนสมัยสงครามโลกครั้งที่ ๑
เนื่องจากยังไม่มีการบันทึกไว้เป็นหลักฐาน
    ดินสมรภูมิ ๑๐ แห่ง มีดังนี้
   
๑. สมรภูมิไทยขับไล่ขอม สมัยกรุงสุโขทัย   ชั้นดินที่อัญเชิญ  คือ ชั้นที่ ๓  เหตุผล พบอิฐหักกากปูนสมัยเดียวกับอิฐ
ปูน ที่สร้างวัดพระพายหลวง
ขุดลึก ๕๘ – ๑๐๒ เซนติเมตร ณ บริเวณวัดพระพายหลวง ตำบลเมืองเก่า อำเภอเมือง
จังหวัดสุโขทัย ประมาณต้นพุทธศตวรรษที่ ๑๙ เมื่อพ่อขุนผาเมือง เจ้าเมืองราด และพ่อขุนบางกลางหาว
เจ้าเมืองบางยาง รวบรวม กำลังโจมตี และขับไล่ขอมที่เมืองศรีสัชนาลัยได้แล้ว จึงยกกองทัพเข้าขับไล่ขอม
สมาดโขลญลำพงผู้ครองกรุงสุโขทัย และสามารถเข้ายึดกรุงสุโขทัยได้
   
๒. สมรภูมิดอนเจดีย์ สมัยกรุงศรีอยุธยา    ชั้นดินที่อัญเชิญ  คือ ชั้นที่ ๔ เหตุผล พบอิฐ ๑ ก้อนในดินชั้นที่ ๔ นี้ ซึ่งเป็น
อิฐสมัยเดียวกับที่ใช้สร้างองค์พระเจดีย์สมัยสมเด็จพระนเรศวร
   ขุดลึก ๙๒ – ๑๕๐ เซนติเมตร  ณ บริเวณพระบรม
ราชานุสรณ์ดอนเจดีย์ ตำบลหนองสาหร่ายอำเภอดอนเจดีย์ จังหวัดสุพรรณบุรี เมื่อพุทธศักราช ๒๑๓๕ พระเจ้าหงสาวดี
นันทบุเรง โปรดให้พระมหาอุปราชายกกองทัพใหญ่มาตีกรุงศรีอยุธยาทางด่านพระเจดีย์สามองค์ สมเด็จพระนเรศวร
มหาราช และสมเด็จพระเอกาทศรถ ทรงยกทัพออกไปตั้งรับกองทัพข้าศึก มีการทำสงครามยุทธหัตถี ชัยชนะครั้งนี้
ของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ทำให้พระเกียรติยศเลื่องลือแพร่ไปทุกประเทศในชมพูทวีป
   
๓. สมรภูมิบางระจัน สมัยกรุงศรีอยุธยา  ชั้นดินที่อัญเชิญ  คือ ชั้นที่ ๓  เหตุผล พบอิฐหักกากปูนสมัยเดียวกับอิฐปูน ที่สร้างวัดโพธิ์เก้าต้น แล้วยังพบเศษกระดูกคนถูกไฟเผาหนาแน่นในดิน  ขุดลึก๕๘ – ๑๐๓ เซนติเมตร  ณ บริเวณ
อนุสาวรีย์ชาวบ้านบางระจัน อำเภอค่ายบางระจัน จังหวัดสิงห์บุรี เมื่อพุทธศักราช ๒๓๐๘ ข้าศึกได้ยกทัพจะมายึด
กรุงศรีอยุธยา แต่ชาวไทยผู้รักชาติได้ รวบรวมกำลังกันตั้งค่ายบางระจัน ฝ่ายข้าศึกได้ยกพลมาตีค่ายบางระจันถึง ๗ ครั้ง
แต่ไม่สำเร็จ จึงให้สุกี้พระนาย กองยกทัพมาปราบ ด้วยกำลังและอาวุธที่เสียเปรียบ พม่าค่ายบางระจันจึงถูกพม่าตีแตก
ในที่สุด เมื่อวันจันทร์ เดือน ๘ ปีจอ พุทธศักราช ๒๓๐๙ รวมเวลาตั้งแต่ต่อสู้พม่าได้ ๕ เดือน
   
๔. สมรภูมิโพธิ์สามต้น สมัยกรุงศรีอยุธยา ขุดลึก ๒๓ – ๘๗ เซนติเมตร ชั้นดินที่อัญเชิญคือ ชั้นดินที่ ๓ เหตุผล พบถ่าน
และวัตถุดินเผาและเศษอิฐร่วมสมัยธนบุรีตอนต้นในดินชั้นที่ ๓ นี้จึงเชื่อได้ว่าเป็นชั้นดิน ร่วมสมัยกับที่เกิดเหตุการณ์ ใน
ครั้งนั้น ณ บริเวณ ตำบลพุทธเลา อำเภอบางปะหัน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เมื่อพุทธศักราช ๒๓๑๐ ภายหลังจากเสีย
กรุง ครั้งที่ ๒ แก่ข้าศึกแล้ว สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชได้รวบรวมทหารทั้งไทย จีน ยกกองทัพเรือจากเมืองจันทบุรี
เข้าปากแม่น้ำเจ้าพระยาโจมตีป้อมวิชัยประสิทธิ์ยึดเมืองธนบุรีรบ เมื่อตีค่ายโพธิ์สามต้นได้เท่ากับได้กรุงศรีอยุธยา และ
อิสรภาพกลับคืนมาเป็นของไทย
   
๕. สมรภูมิบางแก้ว สมัยกรุงธนบุรี ขุดลึก  ๒๙ – ๔๕ เซนติเมตร ณ บ้านบางแก้ว ตำบลบางแก้ว อำเภอโพธาราม จังหวัด
ราชบุรี เมื่อปีพุทธศักราช ๒๓๑๗  ชนกลุ่มน้อยประเทศใกล้เคียง ก่อการกบฏ  ถูกปราบปราม หนีเข้ามาในเขตไทย ข้าศึก
ไล่ติดตามและ ตีทัพไทยแตกหนีไป ทำให้กำเริบคิดจะปล้นทรัพย์จับเชลย  เมื่อสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ทรงทราบ
ข่าวจึงจัดกองทัพไปตั้งค่ายโอบทัพข้าศึกที่บางแก้วไว้  ถูกทัพไทยล้อมสกัด จึงขออ่อนน้อมยอมถวายบังคม ต่อสมเด็จ
พระเจ้าตากสินมหาราช   เมื่อทัพข้าศึกที่ยกตามมาช่วยในภายหลังทราบข่าวว่าถูกตีแตกหมดแล้ว จึงรีบยกทัพหนีกลับไป
พ้นอาณาเขตไทย เมื่อเดือน ๕ ปีพุทธศักราช  ๒๓๑๘
   
๖. สมรภูมิลาดหญ้า สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ขุดลึก ๓๑ – ๕๒  เซนติเมตร ชั้นดินที่อัญเชิญ  คือ ชั้นที่ ๓ เหตุผล พบอิฐป่น
ปะปนอยู่ในดินจำนวนมาก  ซึ่งเป็นอิฐที่ใช้สร้างค่ายในสมัยรัชกาลที่ ๑  
ณ บริเวณไร่หาญสงคราม บ้านปากน้ำรัก
ตำบลวังด้ง อำเภอเมืองกาญจนบุรี จังหวัดกาญจนบุรี  
ข้าศึกได้ยกทัพ ๙ ทัพมาตีไทย ๕ ทิศทางในเวลาเดียวกัน โดยกำลังส่วนใหญ่ของข้าศึกยกเข้ามาทางด่านพระเจดีย์
สามองค์ สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท กรมพระราชวังบวรสถานมงคล จึงทรงจัดกองโจรซุ่มสกัดกองลำเลียง
อาหาร ทำให้ทัพหน้าข้าศึกขาดแคลนเสบียงอาหาร และทรงใช้อุบายลวง โดยในเวลากลางคืน ให้จัดกองทัพออกไป
จากค่ายไม่ให้ข้าศึกเห็น ครั้นรุ่งเช้าก็ให้ยกขบวนกลับเข้ามา ทำเช่นนี้อยู่หลายครั้ง  คิดว่าไทยมีกำลังมาหนุนเพิ่มทุกวัน
เมื่อทรงเห็นว่า ข้าศึกอดอยาก และเสียขวัญมากแล้ว จึงรับสั่งให้ระดมตีข้าศึกพร้อมกัน  ข้าศึกจึงเลิกทัพกลับไป 
   
๗. สมรภูมิถลาง  สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ขุดลึก ๓๓ – ๕๕ เซนติเมตร ณ เขตบ้านดอน หมู่ที่ ๔ อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต  
เมื่อปีพุทธศักราช ๒๓๒๘ ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ ๑  ข้าศึกได้ยกทัพ ๙ ทัพ
เข้ามาตีประเทศไทย ๕ ทิศทางในเวลาเดียวกัน โดยกองทัพที่ยกมาทางใต้นั้น  ยกกำลังมาทั้งทางบก และทางน้ำ ใน
วีรกรรมดังกล่าว คุณหญิงจัน ภรรยาเจ้าเมืองถลาง และนางมุกน้องสาว  รวมถึงชาวเมืองทั้งชายหญิงต่างช่วยกัน ต่อสู้
ข้าศึกอย่างเข้มแข็ง   ด้วยความกล้าหาญของคุณหญิงจันและนางมุก เมื่อเสร็จศึก ๙ ทัพแล้ว พระบาทสมเด็จพระพุทธ
ยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงโปรดเกล้า ฯ พระราชทานบรรดาศักดิ์คุณหญิงจันเป็นท้าวเทพสตรี ตั้งนางมุกเป็นท้าว
ศรีสุนทร เพื่อเป็นเกียรติประวัติวีรกรรมความกล้าหาญสืบไป
   
๘. สมรภูมิเชียงใหม่  สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ขุดลึก ๓๘ – ๕๙ เซนติเมตร ณ  บนเชิงเทินแจ่งศรีภูมิ ตำบลศรีภูมิ อำเภอเมือง
จังหวัดเชียงใหม่  เมื่อปีพุทธศักราช ๒๓๔๕ ข้าศึก กองทัพยกมาตีเมืองเชียงใหม่ ตั้งล้อมเมืองไว้ทั้งสี่ด้าน เมื่อพระบาท
สมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ ๑ ทรงทราบ จึงโปรดให้สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท
กรมพระราชวังบวรสถานมงคล เสด็จขึ้นไปบัญชาการศึก แต่ทรงพระประชวรไม่สามารถเสด็จต่อไปได้ จึงทรงโปรดเกล้าฯ
ให้สมเด็จพระเจ้าหลานเธอ กรมพระอนุรักษ์เทเวศร์ กรมพระราชวังหลัง ยกทัพขึ้นไปช่วย เมื่อสมเด็จพระเจ้าหลานเธอ
กรมพระอนุรักษ์เทเวศร์ กรมพระราชวังหลัง เสด็จขึ้นไปถึงเมืองเชียงใหม่ ทรงไต่สวนการศึกแล้วจึงรับสั่งให้กองทัพ
ทั้งหมด ยกเข้าตีค่ายข้าศึกพร้อมกัน  ขณะเดียวกันพระเจ้ากาวิละ ก็ยกกองทัพจากข้างในเมืองตีกระหนาบออกมา ทำให้
กองทัพข้าศึกแตกพ่ายเป็นผลสำเร็จ 
   
๙. สมรภูมิเชียงแสน สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ขุดลึก ๖๒ – ๘๑ เซนติเมตร ณ เนินดินอยู่ทางทิศใต้ประตูป่าสัก บริเวณป้อม
เมืองเชียงแสน อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย เมื่อปีพุทธศักราช ๒๓๔๕ ข้าศึกได้ยกทัพ มาตีเมืองเชียงใหม่ พระบาท
สมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ ๑ มีรับสั่งให้สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท กรมพระราชวัง
บวรสถานมงคล เป็นแม่ทัพยกทัพมาขับไล่ข้าศึกได้เป็นผลสำเร็จ  ไม่คิดจะตั้งมั่นอยู่ในแว่นแคว้นล้านนาไทยอีกต่อไป
   
๑๐. สมรภูมิทุ่งสัมฤทธิ์  สมัยรัตนโกสินทร์ ขุดลึก ๓๐ – ๔๒ เซนติเมตร ณ เขตหมู่บ้านสัมฤทธิ์ หมู่ที่ ๑ ตำบลสัมฤทธิ์ อำเภอพิมาย จังหวัดนครราชสีมาเมื่อปีพุทธศักราช ๒๓๖๙ ในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ ข้าศึกได้ยกกองทัพมายึดเมืองโคราช เป็นวีรกรรมของคุณหญิงโมภรรยาปลัดเมืองโคราช ร่วมกับชาวบ้านที่ต่อสู้ขับไล่ ข้าศึก พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ ได้โปรดเกล้าฯ พระราชทานบรรดาศักดิ์ให้คุณหญิงโม เป็นท้าว สุรนารี นับเป็นวีรสตรีที่สำคัญท่านหนึ่งของไทย
 
สนใจรายละเอียด ชมตัวอย่างดินสมรภูมิทั้ง ๑๐ แห่ง  และระลึกถึงความกล้าหาญของบรรพบุรุษ  
  เชิญมาชมได้ที่อนุสรณ์สถานแห่งชาติ ค่ะ
 
อนุสรณ์สถานแห่งชาติ เปิดให้เข้าชมทุกวันตั้งแต่เวลา 09.00 - 15.00 น. เว้นวันหยุดนักขัตฤกษ์ โดยไม่เสียค่าเข้าชม การมาเป็นหมู่คณะกรุณาแจ้งล่วงหน้า โทร./โทรสาร 0 2533 8467, โทร. 0 2532 1021
 
Home
กองประวัติศาสตร์และพิพิธภัณฑ์ทหาร กองบัญชาการสถาบันวิชาการป้องกันประเทศ (กปพ.บก.สปท.)
9 หมู่ 16 ต.คูคต อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี 12130 โทร./โทรสาร 0 2533 8467 หรือ โทร. 0 2532 1021